ใครที่หลวมตัวเข้ามาอ่าน ก็อย่าเสียใจไปเลยนะคะ อิอิ

เพราะว่านี่เป็นเพียงผลงานของนักเรียนชั้นมอสามเท่านั้น

มิได้มีเจตนาจะเผยแพร่ให้เป็นที่เอิกเกริก

แต่ด้วยบัญชาของคุณครูที่เคารพ จึงต้องโพสต์ลงด้วยความ....(เติมเอง)

ผิดพลาดประการใดก็โปรดอภัยด้วยเน้อ...

ใครที่เคยอ่านผลงานของคุณ วินทร์ เลียววารินทร์ ก็น่าจะเคยอ่านเรื่อง "เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว"มาบ้างนะคะ

คงไม่ลงเรื่องย่อเพราะเดี๋ยวจะยาวเกินไป (ส่วนผู้ที่ยังไม่ทราบเรื่องราวได้โปรดหาอ่านเอานะคร้าบ มีตามร้านหนังสือทั่วไปฮับ)

เริ่มที่บทวิเคราะห์เลยนะคะ

*****************************

"เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว"

สิ่งที่รู้สึกกับเรื่องนี้

คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเขียนเรื่องโดยใช้กลอนของสุนทรภู่เป็นตัวเดินเรื่องควบคู่ไปกับร้อยแก้วที่แต่งขึ้นใหม่ และมีการสอดแทรกแนวคิดของพุทธศาสนาผสมกับวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกันได้ บทกลอนที่ผู้เขียนเลือกใช้สามารถรับกับเนื้อเรื่อง อาจจะเป็นเพราะเรื่องเรื่องนี้แต่งโดยอิงจากชีวประวัติของสุนทรภู่ซึ่งเป็นเจ้าของบทกลอนในเรื่อง

สรุปคือ ชอบรูปแบบการเขียน ตัวเนื้อเรื่องและแนวคิดต่างๆซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดๆไป

รูปแบบการนำเสนอของผู้เขียน

ผู้เขียนจะใช้รูปแบบการเขียนเป็นร้อยแก้วสลับกับร้องกรอง ซึ่งร้อยกรองที่ใช้ทั้งหมดในเรื่องมาจากนิราศและนิยายหลายเรื่องที่สุนทรภู่เป็นผู้เขียน โดยเนื้อเรื่องจะอิงกับประวัติชีวิตของสุนทรภู่ด้วย ในเรื่องนี้นอกจากมีตัวละครเด่นคือสุนทรภู่แล้ว ก็ยังมีตัวละครอีกตัวหนึ่งคือ "ดารันตร์" (สุนทรภู่เป็นคนตั้งชื่อให้)ที่คอยป้อนคำถามให้สุนทรภู่ขบคิดถึงชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของตนเองอยู่เสมอ

ที่น่าสนใจคือ ผู้เขียนได้ใช้บทกลอนของสุนทรภู่มาระบายความคิดของตัวละคร มันสามารถแสดงให้เห็นถึงความคิดของตัวละครคือสุนทรภู่ในชวงระยะเวลาต่างๆว่าเขามีความคิดอย่างไร ณ ช่วงเวลานั้น พอเวลาผ่านไปเขามีความคิดเปลี่ยนไปเช่นไร เช่น ช่วงเวลาหนึ่งเ เ้ขายังคงหลงวนเวียนอยู่กับบความรักที่ไม่ใช่ความรักหรือความสุขที่แท้จริง บทกลอนของเขาก็จะสะท้อนออกมาตามความคิด ในแนวของผู้ที่ยึดติดในความรักระหว่างชายหญิง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ได้รู้ว่าความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่ความรักระหว่างชายหญิง แต่ยังรวมถึงความรักในทุกสรรพสิ่งบนโลกซึ่งเป็นความรักที่คงทนถาวรและสูงส่งดีงาม บทกลอนที่แทรกมาในเวลานี้ก็จะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกันโดยไม่ต้องบรรยายอะไรมาก

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ผู้เขียนได้เปรียบเทียบการเกิดเอกภพที่ "ดารันตร์" ตัวละครปริศนาได้พูดไว้กับบทกลอนของสุนทรภู่ (รู้สึกว่ามันช่างเหมาะเจาะดีเหลือเกิน)

ตัวอย่างจากในเรื่อง :

"ในเบื้องต้น มีแต่ความว่างเปล่า ไร้รูป ไร้ขนาด และมีอุณหภูมสูงเป็นอนันต์ ที่ว่างเปล่านั้นขยายตัว เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วสากลจักรวาล" และ

"แม้นควันคลุ้มกลุ่มกลมเป็นลมแดง เป็นสายแสงเสียงลั่นสนั่นดัง"

คิดว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไร

สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อคงไม่ใ่ช่ใแค่บทกลอนหรือชีวประวัติของกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่มันคือการนำเสนอถึงความคิดของคนๆหนึ่งที่มีต่อโลก และการแสวงหาสิ่งที่ตัวเองต้องการและเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นคือหนทางทื่จะบรรลุหรือทำให้เราไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ แต่ในบั้นปลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสุนทรภู่หรือดารันตร์ก็ได้ประจักษ์ว่าสิ่งที่ตนเองค้นหามาทั้งชีวิตอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนเองต้องการอย่างแท้จริง

สิ่งที่ยังคงติดใจอยู่กับเรื่องนนี้คือ ตัวละครปริศนา "ดารันตร์" ที่ปรากฎมาในเนื้อเรื่องแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และทกครั้งที่ดารันตร์ปรากฎตัว มักจะเป็นเวลาที่สุนทรภู่อยู่ในห้วงเหงา ที่สำคัญคือ"เมา"อยู่ ดารันตร์เข้ามาสนทนากับสุนทรภู่ในหัวข้อเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งผู้เขียนได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความคิดของคนในโลกเก่าแย่าสุนทรภู่และคนในโลกใหม่อย่างดารันตร์ น่าสงสัยว่าผู้เขียนให้ดารันตร์มาปรากฎตัวในเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์อะไร?

อาจเป็นเพราะผู้เขียนอยากใช้ดารันตร์เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความคิดของสุนทรภู่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเราลองนึกภาพดูดีๆ ถ้าในเรื่องนี้ไม่มีดารันตร์สักคนก็คงไม่รู้ว่าจะเอาอะไรที่ไหนไปสะท้อนความคิดของสุนทรภู่ได้

สุดท้าย ขอยกคำพูดคำพูดหนึ่งในเรื่องที่คิดว่าเป็นแก่นเรื่องหรือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้เรารู้จริงๆ

"มนุษย์แสวงหาความสุข แต่ในที่สุดก็ต้องกลับมาซบอกอุ่นของธรรมชาติซึ่งเป็นครูของเรา ข้าเคยจมตัวอยู่กับกองกิเลสมากว่าครึ่งชีวิต บัดนี้ข้ารู้สึกเหมือนผีเสื้อที่กำลังสลัดคราบหลุดออกจากตัวดักแด้ที่คลุมกายข้าอยู่ชั่วคราว..."

ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากอะไร (จากความคิดเรา)

แน่นอนว่าเรื่องนี้ผู่เขียนต้องได้แรงบันดาลใจจากสุนทรภู่และบทกลอนของสุนทรภู่ที่สามารถสะท้อนมุมมองความคิดของผู้เขียนได้เช่นเดียวกับงานเขียนในสมัยนี้ โดยเฉพาะนิราศต่างๆที่สุนทรภู่เขียนจากชีวิตและการเดินทางของท่านเอง นอกจากนั้น ฉันคิดว่าผู้เขียนยังได้แนวคิดมาจากแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่อง "ทุกสรรพสิ่งเกิดจากเหตุและปัจจัยต่างๆ ไม่มีที่ตั้งต้นและไม่มีที่สิ้นสุด" การเกิดของสิ่งหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องไปยังอีกสิ่งหนึ่ง วนไปเรื่อยๆ เป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

แนวคิดอีกอย่างหนึ่งของพุทธศาสนาที่คาดว่าจะพบได้จากในเรื่องนี้คือ เรื่องของการรู้แจ้ง คล้ายๆกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่คาดว่าดารันตร์ต้องการค้นหาเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้น ในที่นี้คือ"ประตูแห่งเอกภพ"ซึ่งเป็นศูนย์กลางสู่ความรู้และคำตอบทั้งมวลของจักรวาล และแนวคิดเรื่องประตูแห่งเอกภพ ผู้เขียนก็ได้ดัดแปลงมาจากทฤษฎีเรื่องประตูดาว โดย อาเธอร์ ซี. คลาร์ค(นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนชาวอังกฤษ) ซึ่งเป็นแนวคิดของการแปลงลักษณ์ จากกายภาพหยาบของสิ่งมีชีวิตสู่ดวงจิตโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการตาย แนวคิดนี้มีบางส่วนที่คล้ายกับแนวคิดกายทิพย์ของตะวันออก (อ้างอิงจากบันทึกท้ายเรื่อง เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว)

***************************

เพิ่งรู้ว่าพิมพ์งานเยอะๆมันเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง

รู้สึกล้ามาก-*-

เฮ้อ... 

ราตรีสวัสดิ์ค่าาาา (อัพตอนกลางคืนนะ)

คร่อก..ฟี้...

 

edit @ 10 Feb 2010 12:32:12 by Bua-salapao

edit @ 26 Feb 2010 19:57:53 by Bua-salapao

edit @ 10 Apr 2010 21:59:29 by Bua-salapao

edit @ 10 Apr 2010 22:00:17 by Bua-salapao

Comment

Comment:

Tweet

#4 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-28 06:47

อุตส่าห์เนอะเอ็ง

#2 By Bua-salapao on 2010-03-01 22:45

ฉลาดเกินบรรยาย!!!!!!!!!!
=[]=

#1 By Mimmi on 2010-03-01 14:31