เป็นเนื้อเพลงแปลที่ดองไว้นานมากกกแล้วนะคะ
 
ฝีมืออาจจะยังไม่ดีเท่าที่ควร
 
แต่เป็นเพลงที่มีความหมายดีทีเดียวค่ะ
 
เลยอยากจะแปลมาให้ทุกคนได้รู้ความหมาย (ด้วยความสามารถเท่าหางอึ่ง-_-")
 
ขอให้ทุกๆคนรู้สึกดีไปกับเพลงนี้นะคะ
 

春雨里洗过的太阳 

分开之后另一年的春天                              อีกปีหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ นับจากวันที่จากกัน

记忆也像下雪一样溶解                              ความทรงจำได้ละลายหายไปเช่นเดียวกับหิมะ

那些有你在身边的影片                              รูปภาพพวกนั้น รูปที่มีเธออยู่ข้างกายฉัน

呼的一声飞得老远老远                              เป่าเพียงครั้งเดียวก็ล่องลอยไปไกลแสนไกล

爱在夏天过完之后锁在秋天                        ความรักที่ผ่านพ้นฤดูร้อน ขอหยุดตัวเองไว้ที่ฤดูใบไม้ร่วง

当爱过多年之后的我好了一些                     ตัวฉันเองที่ผ่านพ้นฤดูรักไปหลายปี รู้สึกดีขึ้นแล้ว

雨后的天上彩虹出现衬出一片蓝天              ฟ้าหลังฝนปรากฏสายรุ้ง ช่วยขับฟ้าทั้งผืนให้งดงาม

*我在淋过一场大雨之后的晴朗                ฉันกำลังอาบความปลอดโปร่งหลังจากพายุฝน 

那时春雨里洗过的太阳                              นั่นก็คือดวงอาทิตย์ที่ถูกฝนฤดูใบไม้ผลิชะล้าง 

每个冬季带来失落 伤得多深                     ฤดูหนาวที่พัดพาความตกอับ ความเจ็บช้ำลึกล้ำเท่าใด 

然后忽然看懂云的形状                              แต่หลังจากนั้นก็สามารถเห็นถึงรูปร่างของเมฆได้ 

If you listen to the rhythm of the pouring rain           

那时春雨里洗过的太阳                     นั่นคือดวงอาทิตย์ที่ถูกฝนฤดูใบไม้ผลิชะล้าง 

每个冬季带来失落伤得多深             ทุกฤดูหนาวที่พัดพาความตกอับ ความเจ็บช้ำลึกล้ำเท่าใด 

每个呼吸都是新的芬芳                     แต่ทุกลมหายใจคือความหอมหวนอันสดใหม่อยู่เสมอ 

流下的眼泪留下了智慧                       น้ำตาที่หยดลงจะทิ้งไว้ซึ่งข้อคิด

爱情会天亮也一定会黑                       ความรักย่อมมีวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและหม่นมัว

世界会等我他问我冬天过去没            แต่โลกใบนี้จะรอคอยฉัน และถามฉันว่า ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปหรือยัง


 
 
ใกล้จะวันไหว้ครูแล้ว คิดถึงคุณครูที่โรงเรียนเก่าเรามากๆ
นึกถึงวันเก่าๆในช่วงเวลาเดียวกันนี้
พอดีกับที่โรงเรียนให้เขียนเรียงความเกี่ยวกับวันไหว้ครู
เลยสบโอกาสเอามาลงซะงั้น
อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะร้างรามาได้พักใหญ่แล้วนะแคร๊บ
**********************************************
เรียงความวันไหว้ครู
       ในที่สุด มันก็วนมาถึงอีกจนได้ สำหรับวันไหว้ครูฉากเดิมๆที่แสดงแทบจะเหมือนกันในทุกๆปีก็กลับมาอีกครั้ง ภาพการเตรียมงาน เตรียมสถานที่ จัดพานดอกไม้ พานธูปเทียน และเลือกตัวแทนถือพาน ได้ไหลย้อนกลับเข้าสู่สายตาเราอีกครั้ง ฉันเคยสงสัย นักเรียนหลายคนเคยข้องใจ กับการจัดพิธีกรรมดังกล่าวขึ้น ทั้นที่มีเป้าหมายบ่งัดว่า เพื่อเป็นการรำลึกพระคุณครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแต่จะมีสักกี่คนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน และซาบซึ้งไปกับพิธีกรรมนี้...
       แต่ก่อน เมื่อฉันยังอ่อนต่อโลกใบนี้มากนักกว่าปัจจุบันนัก ฉันยังไร้ซึ่งความคิดอันลึกซึ้งที่สามารถกลั่นกรองว่า หน้าที่และคำว่า "ครู" มีความสำคัญอะไรไปกว่าคนที่คอยจับตามองนักเรียนทุกฝีก้าว และสอนหนังสือในห้องเรียน แล้วฉัน ก็ผ่านพิธีกรรมเหล่านี้ไปอย่างผิวเผินที่สุด
      จนหลายปีต่อมา ฉันถึงได้สัมผัสกับคำว่า "ครู"อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะว่าฉันต้องกลายเป็น "ครูจำเป็น" เพียงแต่... เมื่อเราเติบใหญ่ขึ้น เราก็สามารถอ่านถึงความนัยที่ครูต้องการสั่งสอนพวกเรา สิ่งที่ครูดุว่าตักเตือนทั้งหมด เป็นเพีงเพราะครูอยากให้เราได้ดี โดยไม่คำนึงถึงตนเอง 
      "ครู" มาจากคำว่า "ครุ" ที่แปลว่าหนัก ภาระหนักทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนจึงตกอยู่กับครูทั้งสิ้น ซึ่งถ้าย้อนกลับมาดูตัวเราเอง เราจะสามารถแบกรับภาระนั้นไว้ได้ทั้งหมดหรือไร? เราสามารถเสียสละได้เหมือนอย่างที่ครูหลายต่อหลายท่านเสียสละตลอดมาได้หรือ?
       เพราะความสุขของครู ไม่ได้อยู่ที่ตนเอง แต่อยู่กับลูกศษย์ที่ตนเองอุตสาหะปลุกปั้นมา เมื่อศิษย์ได้ดี ครูย่อมดีใจ...
       แต่ศิษย์ของครู เคยหันกลับมามองครู ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของตน สักกี่ครั้ง...
*****************************************
 ใกล้จะวันไหว้ครูแล้ว หนูอยากบอกคุณครูทุกคนที่เคยสอนหนูว่า
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ถ่ายทอดให้เรา ทั้งหมดที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ ขอบคุณครูมากจริงๆค่ะ... บัวรักครูทุกคนเลย
ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนาน..................มากๆเลยทีเดียวนะฮับ
ที่ไม่ได้อัพบล็อกเลยก็เพราะต้องเสียเวลาปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆหลายอย่าง
(ก็เปิดเทอมแล้วนี่เนาะ)
โรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ๆ สถานการณ์เหล่านี้ถาโถมเข้ามา
มันก็ต้องใช้เวลาค่อยๆปรับตัวไป ทีละนิด ทีละนิด
ยิ่งเปลี่ยนจากชีวิตเด็กไปกลับมาเป็นเด็กหอด้วยแล้ว
ความรู้สึกก็เลยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปด้วย
มีอะไรหลายอย่างที่เรายังไม่ชิน
เพราะเราไม่ได้อยู่กับบ้านเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
อยู่ที่บ้าน เรารู้สึกสบาย เพราะมีพ่อแม่ เพราะมันคือบ้านเรา
แต่พอมาอยู่ที่หอ นั่นคือการที่เราต้องมาอยู่ร่วมกับเพื่อนใหม่ที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน
เราจะทำตัวตามสบายเหมือนอยู่ที่บ้านไม่ได้แล้ว
เราต้องโตขึ้น ต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากขึ้น
จะว่าไปมันก็เป็นการฝึกตัวเองอย่างหนึ่งเหมือนกัน...
ปล. เรายังเป็นเด็กมัธยมอยู่นะคะ แต่ที่โรงเรียนจะมีหอไว้สำหรับเด็กที่มาจากต่างจังหวัดด้วย